1 เม.ย. 2559

Blogger : 21 เพิ่มความแปลกใหม่ด้วยการใช้ Gadget : Featured Post หรือโพสต์เด่น

0 ความคิดเห็น
 
Blogger ได้เพิ่ม Gadget ใหม่อีกตัวที่น่าสนใจ สามารถประยุกต์ใช้ได้ ในหลายๆสถานการณ์ อาทิ การโฆษณา แนะนำ สาระบทความใหม่ หรือใช้ประชาสัมพันธ์งานกิจกรรม หรือแจ้งข่าวสาร กำหนดการ หรือ เลือกโปรโมตเนือหาที่มีความสำคัญ เรามาทำความรู้จัก Gadget ใหม่นี้กัน Gadget นี้ ชื่อว่า Featured Post หรือชื่อภาษาไทยเรียกว่า โพสต์เด่น ดังภาพด้านล่าง


การติดตั้ง
1. ไปที่หน้าควบคุมระบบบล็อกหรือแดชบอร์ด (Dashboard)

2.ที่เมนูรายการด้านซ้าย คลิกเลือกรายการรูปแบบ (Layout)  จะเกิดผังแม่แบบเว็บของบล็อก  ให้ท่านทำการเลือก Zone หรือตำแหน่งที่จะวาง Featured Post หรือ โพสต์เด่น

3.ดูที่แถบข้อความ(อักษรสีฟ้า)คำว่า Add a Gadget (เพิ่ม Gadget) คลิกที่ข้อความดังกล่าว จะเกิดหน้าต่างชื่อ เพิ่ม Gadget เลือกตรงส่วนพื้นฐาน



4.เลือกรายการที่ชื่อว่า Featured Post หรือ โพสต์เด่น


5. ทำการใส่รายละเอียดต่างๆ ดังนี้
ชื่อแกดเจ๊ต                 เป็นส่วนตั้งชื่อ ซึ่งชื่อนี้ จะปรากฏในหน้าบล็อก
ตัวอย่างข้อมูลโพสต์     สำหรับเลือกในการแสดงผล  มี 3 รายการ คือ
                                  แสดงชื่อโพสต์
                                  แสดงตัวอย่างข้อความ
                                  แสดงรูปภาพ
โพสต์แนะนำ               จะแสดงชื่อเรื่องที่ท่านเลือก
เลือกโพสต์เด่น            เป็นส่วนให้ท่านได้เลือกสาระเนื้อหา เรื่องราว จากกลุ่มเนื้อหาที่ท่านสร้าง
                                  โดยจะเลือกบางกลุ่ม หรือจากกลุ่มทั้งหมดซึ่งจะแสดงเป็นรายการเรื่องด้านล่างถัดลงไป

แสดงตัวอย่าง              เป็นส่วนแสดงผลเพื่อให้ท่านได้เห็นก่อนไปปรากฏในหน้าเว็บ

6. หากกำหนดเงื่อนไข รายละเอียด ตามที่ต้องการแล้ว ให้คลิกปุ่ม บันทึก ด้วย
7. ทำการคลิกปุ่ม บันทึกการจัดเรียงอีกครั้งด้วย
Readmore...
26 มี.ค. 2559

แนวทางการนำเครือข่ายสังคมออนไลน์ไปใช้ในการจัดการศึกษา

0 ความคิดเห็น
 
จากการที่รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ และกำหนดความเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์กับการพัฒนาประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 และปรากฏยุทธศาสตร์ต่อเนื่องใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ให้เป็น สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ เพื่อใช้และสร้างภูมิปัญญาของคนไทยที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติให้มีความแข็งแกร่ง และความสามารถที่จะรองรับการท้าทายบนเวทีการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจใหม่ของสังคมโลกาภิวัฒน์ได้อย่างเต็มที่     หนึ่งใน กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ที่เด่นชัดต่อการจัดศึกษา ก็คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้

 
การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11   จึงเป็นการนำภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ พร้อมทั้งเร่งสร้างภูมิคุ้มกันในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมคน สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมไทยให้มีคุณภาพ มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ บนพื้นฐานการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ยังจำเป็นต้องบริหารจัดการแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักการพัฒนาพื้นที่ภารกิจ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของสังคมไทยตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน มุ่งพัฒนาคนไทยทุกกลุ่มวัยให้มีความสามารถ ด้วยการพัฒนาให้มีจิตสาธารณะหรือสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม 5 ด้าน ทั้งการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต คิดเป็น ทำเป็น การสะสมความรู้และนำมาคิดเชื่อมโยง เกิดเป็นความคิดริเริ่ม และสร้างสรรค์ การเปิดใจกว้างพร้อมรับทุกความคิดเห็นและการปลูกฝังให้จิตใจมีคุณธรรม รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมของครอบครัวชุมชน และสังคมให้มั่นคง เอื้อต่อการพัฒนาคน โดยมีแนวทางด้านการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้

ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้คนทุกกลุ่มทุกวัยมีทางเลือกและสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และความรู้ที่หลากหลาย ทั้งที่เป็นวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและความรู้ใหม่โดยสร้างนิสัยใฝ่รู้ตั้งแต่วัยเด็ก ควบคู่กับการส่งเสริมให้องค์กรและสื่อทุกประเภทเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทำให้เกิดความคิดริเริ่ม การสร้างปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาระบบบริหารจัดการการศึกษาทางเลือกเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามความสนใจ

จากยุทธศาสตร์นี้ มีสาระโดยรวมว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่รวมคอมพิวเตอร์ สารสนเทศและการสื่อสาร(โทรคมนาคม) ไว้ด้วยกัน โดยกำหนดให้เรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communications Technology : ICT) ก่อให้เกิดกิจกรรมใหม่ๆในทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลต่อการดำรงอยู่และการพัฒนาของประเทศที่แตกต่างไปจากอดีตอย่างมาก และเป็นที่ยอมรับกันว่าในศตวรรษที่ 21 นี้จะเกิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้” (Knowledge-based Learning Economy)  ดังนั้น “สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้”   จึงเป็นอีกจุดมุ่งหมายหลักในการพัฒนาประเทศไทยของภาครัฐ ที่ต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาของชาติให้เป็น “สังคมดิจิตอล สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centered)” ที่เน้นด้านการผลิตความรู้ การกระจายความรู้ และการใช้ความรู้ ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและประเทศชาติ
 การก้าวสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาด้านต่างๆ ประกอบด้วย
 • เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านภาครัฐ (e-Government)
 • เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์ (e-Commerce)
 • เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e-Industry)
 • เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา (e-Education)
 • เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม (e-Society)


 ในส่วนของด้านการศึกษา (e-Education)    รัฐมีเป้าหมายอย่างแท้จริงในการเสริมสร้างความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ เพื่อช่วยผลักดัน พัฒนาให้เกิดสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ  รัฐได้กำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและอุปกรณ์การศึกษาและการเรียนรู้ รวมถึง วิชาการ ความรู้ สารสนเทศต่างๆ และศักยภาพที่ดีของผู้สอน อันจะมีส่วนในการจัดการ การบริหารการศึกษา และการฝึกอบรม ทั้งด้านวิชาการและทักษะ เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพความรู้ของประชากร กำลังคน และกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ สมบูรณ์ด้วยภูมิปัญญาและการเรียนรู้ สามารถสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้าไปโดยเร็ว
  ในส่วนสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  เป็นยุคของข้อมูลและข่าวสาร  รวมถึงการเรียนรู้ไร้พรมแดนที่ไม่ยึดติดกับกาลเวลา เป็นยุคของโลกดิจิตอล รูปแบบของการศึกษาในประเทศไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เพื่อให้สอดรับกับกระแสของเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป ในเส้นทางของการจัดการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต.(web-based) ก็มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับมาไม่น้อยเช่นกัน นับได้ว่ากระแสของการจัดการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือที่ต่างเรียกกันว่า e-learning ในปัจจุบันมีการพัฒนาไปในทุกภาคส่วน


   จากแผนภูมิห้วงเวลาของ e-learning ด้านบน ที่มีการเผยแพร่ทั้งบน website และในเอกสารทางวิชาการด้าน e-learning จะพบว่าพัฒนาการของ e-learning เกิดขึ้นมาหลังจากที่ Computer กำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน กลไกหลักของ e-learning จะอยู่บนฐานหรือ based ของ CD-ROM/DVD, Internet รวมถึงเครือข่ายภายในกลุ่มหรือภายในองค์กร แต่ในยุคนั้น คำว่า e-learning ยังไม่มีใครเรียกขาน จะมีแต่คำว่า CBT (Computer Based Training) และ CAI (Computer Assisted Instruction) เท่านั้น


    รูปแบบของ e-learning เริ่มมีขึ้นในช่วงต้นปี 1982 ยุคนั้นถูกนำมาใช้ในวงการศึกษาด้วยรูปแบบของสื่อ ที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI (Computer Assisted Instruction) แม้ว่าจะยังอยู่บนระบบปฏิบัติการ DOS แต่ก็ได้รับความนิยมจนถูกนำไปพัฒนาสร้างสื่อเพื่อใช้ในการฝึกอบรมหรือ CBT (Computer Based Training) ซึ่งช่วงปี 1982 -1983 ถือเป็นช่วงเวลาที่ CBT เฟื่องฟูกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาบุคลากรในองค์กรและแวดวงธุรกิจกันอย่างแพร่หลาย และด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลาต่อมา (1984-1993) การพัฒนา e-learning เพื่อ การเรียนการสอนจึงถูกพัฒนาอย่างจริงจังเมื่อ Microsoft ได้ออกระบบปฏิบัติการ multitasking รูปแบบกราฟิกอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 1985 ที่ชื่อว่า Windows 1.x ที่ทำให้ตอบสนองความเป็นมัลติมีเดียที่สมบูรณ์มากขึ้น ตลอดระยะเวลา 10 ปีของยุคนี้ ถือเป็นอีกช่วงที่ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows และ Macintosh มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง  ที่สำคัญในยุคของ Microsoft Windows 3.x ได้สนองตอบความเป็นมัลติมีเดียได้ดีและสมบูรณ์แบบมากขึ้น มีการใช้ CD-ROM มาบันทึกและอ่านข้อมูล สามารถนำบทเรียนเนื้อหาการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรม  สร้างเป็นสื่อในรูปของ CD-ROM ไปศึกษา หรือเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ในทุกสถานที่ ทุกเวลา ตามที่ต้องการ และในช่วงเวลานี้ภาษา html เริ่มเข้ามีบทบาท แต่ด้วยการสร้าง Web เพื่อการเรียนการสอนด้วย html ยังเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ค่อยง่ายนัก และกระบวนการเชื่อมต่อ การเข้าถึงยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ที่สำคัญเวลาการแสดงผล การเข้าถึงข้อมูลในเชิงกราฟิกนั้นต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก   ทำให้รูปแบบ e-learning บนเส้นทางบน Web นี้ไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ที่มีก็จะแสดงข้อมูลแบบ text เสียส่วนใหญ่   แต่ก็ถือได้ว่า e-learning ได้รุกก้าวเข้าสู่สังคมการเรียนรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า Internet based learning หรือ web-based learning   ถึงแม้ในยุคเริ่มแรกจะประสบปัญหาด้านความเร็ว ด้าน bandwidth ในการแสดงผลข้อมูลเชิงกราฟิก และมัลติมีเดีย ก็ตาม


   จากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางด้านระบบปฏิบัติการจาก 16 Bit มาสู่ 16/32 Bit ด้วยระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 95 ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 1995 ที่มาพร้อมกับ Internet Explorer ที่ชาญฉลาด รวมถึงเทคโนโลยีการสื่อสารที่รองรับการส่งผ่านสัญญาณได้ดีขึ้น ทำให้เส้นทางบน web นี้ กลายเป็นเป้าหมายและเส้นทางที่สำคัญของการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ทางการศึกษา และนับเป็นจุดเริ่มต้นของ e-learning อย่างแท้จริง เป็นยุคที่เกิดคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ในวงการ e-learning หลายคำอาทิ  WBI, WBT, ILT, LMS, CMS
    เมื่อก้าวสู่ยุคปี 2000 ช่วงนี้กระแสของระบบปฏิบัติการ Windows 98 เป็นระบบปฏิบัติการรุ่นต่อจาก Windows 95 ที่ได้รับความนิยมสูงสุด แม้จะมีระบบปฏิบัติการ Windows Me ออกมา  แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรยังมีผู้ใช้  Windows 98 อยู่เป็นจำนวนมาก ช่วงเวลานี้นับเป็นยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารมีความก้าวหน้าสามารถสนองตอบในการส่งผ่านข้อมูลที่ความเร็วสูงๆ โดยใช้เวลาที่น้อยลง ผนวกกับวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น จึงเป็นส่วนช่วยให้สามารถนำเสนอหรือส่งผ่านข้อมูลมัลติมีเดียที่รวดเร็วกว่าแต่เดิม จากความก้าวหน้าในสองประการนี้ทำให้การจัดการศึกษา และการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถสนองต่อกลไกการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพมากที่สุด  นับเป็นยุคของ e-learning อย่างแท้จริง ยุคนี้กำหนดให้อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 2000-2005


แม้ว่า e-learning มีผู้ให้คำจำกัดความหรือความหมายไว้หลากหลายความหมาย แต่ในปัจจุบันถือได้ว่า e-learning จะหมายถึงการเรียนด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้การถ่ายทอดเนื้อหา (delivery methods) ผ่านทางอุปกรณ์หรือเครื่องมือ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วย เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้านบริหารการจัดการศึกษา   เทคโนโลยีเครือข่าย ผสมผสานสนองต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง ที่ผู้เรียนจะเลือกเรียนตามความสามารถและความสนใจของตนเอง โดยเนื้อหาและบทเรียนจะถูกออกแบบหน้าแสดงผลการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างข้อความ, รูปภาพ, ภาพเคลื่อนไหวและภาพยนตร์ (วิดีทัศน์ หรือ Streaming) รวมถึง มัลติมีเดียในรูปแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสม ด้วยกลไกและกระบวนการในการสนับสนุนการเรียนรู้ต่างๆ ที่หลากหลาย สรรสร้างเป็นสื่อที่มีกระบวนการ interactive พร้อมด้วยส่วนนำทาง (navigation)   องค์ประกอบเหล่านี้จะถูกผนวกรวมบนหน้าต่างความรู้อย่างลงตัว ส่งไปถึงผู้เรียนผ่าน Web browser โดยผู้เรียน ครูผู้สอน สามารถติดต่อ ปรึกษา  แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างกันได้ เหมือนกับอยู่ในห้องเรียนจริงตามปกติ โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารรูปแบบต่างๆ อาทิ ทาง email, Web-board  Chat และอื่นๆอีก


e-learning  จึงเป็นการเรียนสำหรับทุกคน ทุกเวลา ทุกสถานที่ (Learn for all, anyone anywhere and anytime)  ข้อมูลล่าสุด (พ.ศ.2558 อ้างอิงที่ www.internetlivestats.com/internet-users) ได้ประมาณการว่าบนสังคมบนอินเทอร์เน็ตมีสมาชิกเข้ามาใช้งานทั่วโลกรวมกันมากกว่า 7.4 พันล้านคน อินเทอร์เน็ตนับเป็นอีกเส้นทางในการดำเนินวิถีชีวิตสังคมดิจิตอล

   ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ด้วยพลังขับเคลื่อนของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โครงข่ายการสื่อสารและ Browser ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น ส่งผลให้กระแสของเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แทรกซึมไปในทุกวงการ ไม่ว่าด้านสังคม ด้านธุรกิจ  ด้านข่าวสาร บันเทิง การเงิน การแพทย์ การท่องเที่ยว การบริการในด้านอื่นๆอีกมาก รวมถึงด้านการศึกษา กระแสของ e-Education จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว นับเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการศึกษา รวมถึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน หรือองค์กรกันอย่างกว้างขวาง


    จากการที่สังคมการเรียนรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งในแบบ Web-based learning และ e-learning มีการใช้กัน อย่างแพร่หลาย รวมไปถึงเทคโนโลยีด้านการเรียนรู้ บนสังคมนี้มีพัฒนาการต่อเนื่องอย่างไม่มีขีดจำกัด     ทำให้มีการปรับนิยามยุคของ e-learning ขึ้นใหม่ จาก 4 ยุคเดิม ทั้งนี้เพื่อจะได้รองรับ generation  ใหม่ของ e-Learning ในยุคถัดไปได้



   แม้ว่าหลักการของ e-learning จะมุ่งเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียนได้มีอิสระในการเรียนรู้ ครู “ผู้สอน” (Teacher) จะต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “ผู้แนะนำ” (Facilitator) หรือที่ปรึกษาการเรียนรู้ ส่วนตัวของ “ผู้เรียน” (Learner) นั้นต้องเปลี่ยนจากผู้ที่คอยรับองค์ความรู้จากการสอนมาเป็น“ผู้แสวงหา” (Researcher)    ด้วยการค้นคว้า เสาะ แสวงหาความรู้ ความชำนาญการจาก ผู้รู้ แหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนา สร้างองค์ความรู้และใช้องค์ความรู้นั้นๆ ด้วยตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติของผู้เรียนยังคงเป็น ผู้เรียนมากกว่าจะเป็นผู้แสวงหา อันเป็นผลมาจากการถ่ายทอดซึมซับ พฤติกรรมจากสถานศึกษา    ที่สำคัญการปรับเปลี่ยนของครู ในรูปครูชั้นเรียนมาสู่ครูยุคดิจิตอลยังคงเปลี่ยนแปลงได้ช้ามาก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น e-learning ที่ใช้ในวงการศึกษาไทยส่วนมากจะอยู่ในลักษณะสื่อเสริม (Supplementary) ที่ ใช้ประกอบในการเรียน การสอนปกติ และจะเป็นลักษณะของสื่อเพิ่มเติม (Complementary) ที่มีการกำหนดหัวข้อเนื้อหา และ กิจกรรมให้ผู้เรียน ไปศึกษาหรือสืบค้นจากแหล่งข้อมูล สื่อ และ Website  ส่วนการนำ e-learning มาใช้ในลักษณะของ สื่อหลัก (Comprehensive Replacement) ที่ใช้เป็นสื่อทดแทนการเรียนการสอนอย่างสมบูรณ์แบบครบกระบวนการเรียนรู้ ในตัวเอง เหมือนเรียนในชั้นเรียนนั้นยังมีน้อยมาก

   จากการที่โลกของการศึกษา โดนเฉพาะ e-learning นั้นได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาผันแปรไปตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี รวมถึง generation ของ e-learning ที่เปลี่ยนไป   ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของ  Nicholas Negroponte ได้กล่าวไว้ว่า “อินเทอร์เน็ตสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ และอินเทอร์เน็ตส่งผลให้การศึกษาและการฝึกอบรมเปลี่ยนแปลงตามไป ด้วยเช่นกัน”  นับจากปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา  e-learning ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งรูปแบบของการสร้างเนื้อหา การติดต่อสื่อสาร รวมถึง เทคโนโลยีของการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป โดยจะมุ่งเน้นการเข้าถึงองค์ความรู้และข้อมูลการสร้างความเป็นมิตรกับผู้เรียนมากที่สุด ดังนั้นการพัฒนา e-learning ให้เป็นทางเลือกของการศึกษาอย่างสมบูรณ์นั้น ผู้พัฒนาจึงควรสร้างฐานการเรียนรู้ให้มี สภาพ แวดล้อมที่มีความเป็นมิตร เป็นกันเองมากที่สุด ไม่ควรยึดติดเงื่อนไขรูปแบบการศึกษาในห้องเรียน
เงื่อนไขการพัฒนา e-learning นั้นไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของตัวฐาน(based)ความรู้ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้เรียน ที่สำคัญอีกประการก็คือจุดประสงค์หลักในการสร้างฐานความรู้ที่มุ่งเน้นจะให้ผู้เข้าชม (เข้าเรียน)  นั้นมีผลสัมฤทธิ์เป็นเช่นใด แต่อาจจะยึดองค์ประกอบที่สร้างความสนใจให้กับผู้เรียนได้ดี ที่เรียกว่า  5 e เป็นส่วนประกอบใน การสร้าง e-learning  ก็ได้ อันได้แก่
 1. Entertainment: บทเรียนต้องมีความเร้าใจ น่าสนใจ ที่สร้างให้เกิดความรู้สึกที่อยากเรียน
 2. Ethics: หลักสูตรและบทเรียนที่สร้างมีจริยธรรมสนับสนุนให้ผู้เรียนซื่อสัตย์ ผู้สอนต้องรู้จักการยอมรับความคิดเห็นของผู้เรียน
 3. Equity: มีความเท่าเทียมเสมอภาค ให้โอกาสในการเข้าถึงเนื้อหา ข้อมูลการเรียนรู้ที่เท่าเทียมกัน
 4. Excellence: วางแผนและออกแบบในการสร้างบทเรียนตอบสนองต่อการเรียนรู้ที่ดีที่สุด มีความเที่ยงตรงถูกต้อง
 5. Empowerment (to learners): ให้อิสระแก่ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม ในการเข้าถึงสาระการเรียนรู้ ภายใต้เงื่อนไขของสาระการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้


 ลักษณะของ e-learning ในโลกของการศึกษายุคใหม่นี้เป็นการเติมเต็ม จากเทคโนโลยีที่มีอยู่แต่เดิม     เพิ่มช่องทางการเข้าถึงองค์ความรู้ด้วยเทคโนโลยี mobile การใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสดิจิตอล   รวมถึงความสามารถช่องทางของ การสื่อสารเป็นสำคัญ   มุ่งเน้นด้วยหลักการ Learning and Life นอกจากจะใช้ ฐานการเรียนรู้บน web-based เหมือนเดิมแล้ว    เนื้อหา ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้จะ ต้องยืดหยุ่นและน่าสนใจ เน้นการมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ แบบ Blogging Podcasting และ Gamesโดยจำลองการเรียนรู้ก้าวสู่โลกเสมือนของ 3D   และ Simulation ที่รองรับจินตนาการของผู้เรียน  ตาม concept ของบทเรียนอย่างไร้ ขีดจำกัด สิ่งที่น่าสังเกตของยุคนี้คือการพัฒนา Learning Object ให้มีขนาดที่เล็กลง รองรับการส่งผ่าน ข้อมูลผ่านเทคโนโลยี mobile หรือที่หลายคนเรียกว่า Mobile learning

Concept ของ Learning Object ต้องเป็นข้อมูลเฉพาะเนื้อหาเดียวที่มีขนาดเล็ก เป็นชิ้นส่วนสื่อที่ถ่ายทอดแนวคิดของสาระใจความสำคัญให้กับผู้เรียน โดยการนำเสนออย่างเป็นลำดับข้อมูลที่เข้าใจง่าย   นำไปสู่แนวทางที่ให้ ผู้เรียนวิเคราะห์ หรือแปลผลเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวของผู้เรียนเอง

หมายเหตุ
Learning Object ก็คือชิ้นส่วน multimedia (ข้อความ, ภาพนิ่ง, ภาพ เคลื่อนไหว, เสียง, ภาพยนตร์ และอื่นๆ)

ในการจัดการศึกษาออนไลน์สามารถทำได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
1. สื่อเสริม (supplementary) นอกจากเนื้อหาที่ปรากฏในลักษณะ e-Learning แล้ว ผู้เรียนยังสามารถศึกษาเนื้อหาเดียวกันนี้ในลักษณะอื่น ๆ เช่น จากเอกสารประกอบการสอน เป็นต้น การใช้ e-Learning ในลักษณะนี้ผู้สอนเพียงต้องการให้ผู้เรียนมีทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับการเข้าถึงเนื้อหา
2. สื่อเติม (complementary) ผู้สอนออกแบบเนื้อหาให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมจาก e-Learning
3. สื่อหลัก (comprehensive replacement) เป็นการนำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะแทนที่การบรรยายในห้องเรียน ผู้เรียนจะต้องศึกษาเนื้อหาทั้งหมดออนไลน์

เทคโนโลยีจะเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน 3 ลักษณะ คือ
            1. การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี (Learning about Technology) ได้แก่เรียนรู้ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ เรียนรู้จนสามารถใช้ระบบคอมพิวเตอร์ได้ ทำระบบข้อมูลสารสนเทศเป็น สื่อสารข้อมูลทางไกลผ่าน Email และ Internet ได้ เป็นต้น
            2. การเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี (Learning by Technology) ได้แก่การเรียนรู้ความรู้ใหม่ ๆ และฝึกความสามารถ ทักษะ บางประการโดยใช้สื่อเทคโนโลยี เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ทางโทรทัศน์ที่ส่งผ่านดาวเทียม การค้นคว้าเรื่องที่สนใจผ่าน Internet เป็นต้น
            3. การเรียนรู้กับเทคโนโลยี (Learning with Technology) ได้แก่การเรียนรู้ด้วยระบบการสื่อสาร 2 ทาง กับเทคโนโลยี เช่น การฝึกทักษะภาษากับโปรแกรมที่ให้ข้อมูลย้อนกลับถึงความถูกต้อง (Feedback) การฝึกการแก้ปัญหากับสถานการณ์จำลอง เป็นต้น

 แต่เดิมการศึกษาออนไลน์ รู้จักในชื่อของ  e-learning (เน้นในระบบจัดการศึกษา) หรือ e-training (เน้นในการพัฒนาบุคลากร) ต่อมา... ด้วยกระแสความเจริญของเทคโนโลยีในด้านต่างๆ รวมถึงการบริโภคข่าวสาร การแสวงหา การเรียนรู้ของมนุษย์ มีความต้องการมากขึ้น มีโอกาสเข้าถึงผ่านช่องทางเทคโนโลยีที่ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้กระบวนการศึกษาเรียนรู้ มีการหล่อหลอมรวม มีการพัฒนาเกี่ยวพันกัน

      e-education จึงถูกบัญญัติขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนการเข้าสู่ยุคดิจิตอล ยุคแห่งการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ หรือวิดีทัศน์   สังคมแห่งข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริงในโลกการศึกษายุคปัจจุบัน
กล่าวโดยสรุปการศึกษาออนไลน์ คือ ระบบหรือวิธีการที่พึ่งพาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร นำมาสนับสนุนเพื่อให้เกิดช่องทางการเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ เกิดวิธีการจัดการศึกษาแบบใหม่ วิธีการเรียนรู้(ที่น่าสนใจ)ใหม่
 
Readmore...

พัฒนาการการจัดการศึกษาออนไลน์ต่อการจัดการศึกษาตลอดชีวิตของ กศน. ปี 2559

0 ความคิดเห็น
 

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถือได้ว่าเป็นกฎหมายด้านการศึกษาที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลอย่างกว้างขวาง  เพื่อกำหนดเนื้อหาสาระต่างๆ  เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของประเทศ  ซึ่งส่งผลกระทบสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาของชาติอย่างมาก   นับตั้งแต่การกำหนดความมุ่งหมายของการศึกษา   ที่เน้นการพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย  จิตใจ   สติปัญญา   ความรู้   และคุณธรรม  (มาตรา  6)  การจัดการศึกษาโดยยึดหลักการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน  ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (มาตรา 8) การกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาของบุคคล บิดามารดา  ครอบครัว  ชุมชน  องค์กรรัฐ  องค์กรเอกชน   สถาบันต่างๆ ทางสังคม  (มาตรา 10 – มาตรา 14)  การกำหนดระบบการศึกษา   ซึ่งระบุไว้ว่ามี  3  รูปแบบ  คือการศึกษาในระบบและนอกระบบการศึกษา  และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยให้มีการผสมผสานและการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างรูปแบบเดียวกัน และต่างรูปแบบกันได้ 

ในการสร้างฐานความรู้โดยอาศัยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งในปัจจุบันนับได้ว่ามีความสำคัญ และมีความจำเป็นต่อวงการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จากนโยบายการปฏิรูปการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่ง ส่งเสริม สนับสนุนเพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นกลไกในการจัดการศึกษา เพื่อก้าวไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ที่จะตอบสนองให้ผู้เรียนและประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างทั่วถึง มีความเสมอภาคและมีประสิทธิภาพที่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่จะนำพาไปสู่การสร้างสังคมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ปัจจุบันระบบการจัดการศึกษาแบบ e-learning ได้รับการยอมรับว่าเป็นกลไกสำคัญอีกระบบหนึ่งที่มีคุณลักษณะในการสนับสนุน ส่งเสริม ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างอิสระ ช่วยให้เข้าถึงแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ได้อย่างรวดเร็วและสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย นอกจากนี้ การจัดการศึกษารูปแบบ e-learning นี้ เป็นการสนองตอบแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นหลัก ผู้เรียนสามารถเข้าถึง ควบคุมกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง (Self-Directed Learning) กระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และแก้ปัญหาได้อย่างอิสระ เป็นการเรียน รู้ในลักษณะผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered Learning) ด้วยวิธีการที่หลากหลายสนองต่อกลไกการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ และสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานการศึกษาเดียวกัน เรียนรู้ได้ทุกเวลา เข้าถึงสาระเนื้อหาได้ในทุกสถานที่ (anyone-anywhere-anytime learning) โดยใช้กลไกของเทคโนโลยีสารสนเทศ


การส่งเสริมและจัดการศึกษายุคใหม่จะต้องพัฒนาคนให้มีความสามารถสร้างและใช้ข้อมูลข่าวสารให้เป็นอย่างถูกต้องและเป็นระบบ การพัฒนาครูผู้สอนให้สามารถนำสาระเนื้อหา หรือหลักสูตรที่มีอยู่นำมาพัฒนาให้เป็นวิธีการ หรือกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบของตนเองได้ ดังนั้นหน่วยงาน สถานศึกษา สังกัด กศน. ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาที่ครอบคลุมการจัดศึกษาให้กับกลุ่มคนที่หลากหลาย ในหลากหลายช่องทางไม่ว่าจะผ่านรายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ สนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านห้องสมุดทั้งระดับจังหวัด ระดับอำเภอ รวมถึงการกระจายไปสู่ชุมชน จึงต้องเตรียมคนให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการจัดการศึกษาเพื่อปวงชนในทุกระดับให้ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ต่อเนื่องตลอดชีวิต  ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน สำนักงาน กศน. ที่มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดำเนินการจัดการเรียนรู้รวมถึงแหล่งการเรียนรู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบกระจายอยู่ทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็น ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ห้องสมุดประชาชนระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ศูนย์เรียนรู้อาชีพท้องถิ่น และศูนย์การเรียนชุมชนเกือบ 7,000 แห่ง ครอบคลุมทุกตำบลของประเทศ ด้วยศักยภาพของครู และบุคลากรทางการศึกษาสามรถดำเนินการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้แก่ประชาชน มีความสามารถประสานงาน ทำงานร่วมกับชุมชน หน่วยงานและเครือข่ายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ หน่วยงาน กศน. เป็นอีกหน่วยงานของรัฐที่มีความพร้อมทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ ระบบเครือข่ายการสื่อสารและบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการถ่ายทอดความรู้ ทั้งสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หากจะมองถึงความพร้อมดังที่กล่าวมาแล้วก็นับได้ว่า หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน. มีต้นทุนต่อการขับเคลื่อนการดำเนินการจัดการศึกษานำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ครอบคลุมเกือบทุกรูปแบบที่ดีที่สุด
แต่การจัดการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระบบชั้นเรียน โลกของการศึกษาในปัจจุบันกว้างไกล ไร้ขอบเขต ผ่านกลไก กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประสิทธิภาพโดยรวมของระบบการสื่อสาร เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และองค์ประกอบร่วมสามารถรองรับกระบวนการจัดการศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบ interactive และมัลติมีเดียได้เป็นอย่างดี  และภาพความเป็นจริงของการจัดและส่งเสริมการศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน. ในปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก การใช้ศักยภาพช่องทางทางเทคโนโลยีสารสนเทศให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีด้านต่างๆที่เปลี่ยนไป นำมาจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ดูเหมือนว่ายังทำได้ไม่เต็มที่นัก แม้ว่าจะยังมีกลุ่มคนที่ทำงานด้าน ICT ในสังกัด สำนักงาน กศน. อาทิ สถาบันการศึกษาทางไกล สถาบัน กศน.ภาคต่างๆ ทั้ง 5 ภาค สำนักงาน กศน.จังหวัด จะร่วมมือรวมกลุ่มเป็นทีมงาน เพื่อสร้างงาน สร้างฐานการเรียนรู้ รวมถึงการฝึกอบรมให้บุคลากรในเขตพื้นที่ ที่รับผิดชอบได้มีความรู้ มีทักษะ และความพร้อมที่จะขับเคลื่อนในการจัดการศึกษา หรือการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วย ICT อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด   ระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนในการจัดการศึกษาด้วย ICT เป็นไปค่อนข้างช้า การฝึกอบรมบุคลากรในแต่ละปีมีจำนวนไม่มากพอ อีกทั้งขาดการติดตาม ขาดการส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง จากการติดตามโดยผู้จัดการอบรมในระดับภาค พบว่า การสร้างงานโดยคนที่ผ่านการอบรม มีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้หลักสูตร เนื้อหา สาระการเรียนรู้ ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ การใช้งาน การเข้าถึงช่องทาง เส้นทางการศึกษาด้วยวิธีนี้ ก็ยังอยู่ในวงจำกัดเฉพาะบางสถานศึกษาเท่านั้น


       ในอดีต สำนักงาน กศน. เคยนำเอาเทคโนโลยี Social network รวมถึง Social media มาใช้งานอย่างหลากหลาย ทั้งแบบที่ให้ใช้งานฟรี แบบเช่าบริการ และแบบจ้างสร้างระบบ อาทิ Google Apps, GotoKnow, NFE Teamwork Solution, NFE Portal web (gnfe) และอื่นๆ แต่ปัจจุบันสถาบัน กศน.ภาค ได้นำเอา Social media มาใช้ในการสร้างฐานการเรียนรู้ รวมถึงการให้การอบรมพัฒนาบุคลากรให้กับหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ของแต่ละภาค อาทิ Blogger, YouTube, Google Plus เป็นต้น


ปัจจัยที่ทำให้การจัดการศึกษาออนไลน์ของ กศน. เติบโตช้า อาทิ
1.ระยะเวลาการอบรมในแต่ละหลักสูตร น้อยเกินไป
2.ภาระงานในหน้าที่ของครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่มาเข้ารับการอบรม มีมาก
3.ผู้เข้ารับการอบรมขาดใจรักในการสร้างงาน
4.ผู้ผ่านการอบรม ไม่ทำการศึกษาเพิ่มเติม
5.หน่วยงาน สถานศึกษาที่จัดการฝึกอบรมไม่มีการฝึกอบรมฝึกทักษะเพิ่มเติมต่อเนื่อง
6.การสนับสนุนด้านงบประมาณ รวมถึงการให้ความสำคัญเชิงประจักษ์มีน้อย
7.สถานศึกษายังคงยึดติดกับรูปแบบการจัดการศึกษาแบบเดิม
8.เครื่องมือและอุปกรณ์ มีจำกัด และล้าสมัย
9.ขาดการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก
10.การกำหนดนโยบายด้านการจัดการศึกษาด้วยช่องทาง ICT ไม่ต่อเนื่อง
11.ครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับบริหารและระดับนโยบายหลายราย ยังเข้าใจบริบทของการศึกษาออนไลน์คลาดเคลื่อน



หากพิจารณาแผนภูมิหลักด้านบนที่ปรากฏใน ยุทธศาสตร์และจุดเน้นการดำเนินงานสำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ 2559 จะพบว่า สำนักงาน กศน.ได้กำหนด พันธกิจ ในการดำเนินการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งปรากฏข้อความในข้อ 3 ใจความว่า ส่งเสริมและพัฒนาการนําเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และกำหนดเป้าประสงค์ในข้อ 8 อย่างชัดเจนว่า น่วยงานและสถานศึกษาพัฒนาและนําสื่อ เทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาใช้ในการเพิ่มโอกาสและยกระดับคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ รวมถึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรที่ระบุไว้ในข้อ 9 ว่า  บุคลากรของหน่วยงานและสถานศึกษาได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างทั่วถึง และหากไปมองถึงยุทธศาสตร์และจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ก็ยังได้ให้ความสำคัญต่อการใช้ ICT เพื่อเป็นเครื่องมือ เป็นกลไกสำคัญในการจัดการศึกษา และส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งปรากฏในยุทธศาสตร์ ที่ 1 และ 2 ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1
พัฒนา กศน.ตําบลให้เป็นกลไกการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาและส่งเสริมภาคีเครือข่ายในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างและกระจายโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน
จุดเน้นการดําเนินงาน
1.2 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กศน.ตําบล ให้มีความพร้อมเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อให้มีความพร้อมในการให้บริการการศึกษาและการเรียนรู้ที่เป็นไปตามความต้องการของประชาชนและชุมชน และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง

ยุทธศาสตร์ที่ 2
ลดความเหลื่อมล้ํา สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพการศึกษา
จุดเน้นการดําเนินงาน
2.3 ยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาและการเรียนรู้การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย “ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้” โดยการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาสื่อการพัฒนาสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การพัฒนาระบบ ICT การพัฒนาบุคลากรผู้เกี่ยวข้อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา การประเมินเทียบระดับการศึกษาการพัฒนาระบบการสะสมและเทียบโอนผลการเรียน และให้ความสําคัญกับการวิจัยเพื่อการพัฒนางานในรูปแบบต่างๆ

2.4 ใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยและเหมาะสมเป็นเครื่องมือในการสร้างและกระจายโอกาสทางการศึกษา อาทิการจัดการศึกษานอกระบบผ่านทีวีสาธารณะ (ติวเข้มเติมเต็มความรู้) ETV วิทยุกระจายเสียง Social Media ในรูปแบบต่างๆ Application บน Smart Phoneสื่อ Off line ตลอดจนส่งเสริมให้มีการสร้างองค์ความรู้ที่หลากหลายมีความถูกต้องและสอดคล้องกับความจําเป็นและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เสนอผ่านช่องทางดังกล่าว

      จากยุทธศาสตร์ปี 2559 ดังกล่าวหากย้อนมองถึงปีที่ผ่านมา ก็พบว่า ยังเป็นภารกิจต่อเนื่องที่ทำเป็นปกติ ความจริงจังที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนั้น คงต้องรอดูผลการปฏิบัติงานทั้งในส่วนการกำกับ การติดตาม การบริหาร รวมถึงการปฏิบัติจริงในพื้นที่อย่างจริงจังเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณอีกครั้ง............

Readmore...

รูปแบบประเภทของเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการศึกษา

0 ความคิดเห็น
 
Social Network คือ สังคมการติดต่อสื่อสารผ่านเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Virtual Community โดยสมาชิกในกลุ่มหรือสังคมนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องรู้จักตัวตนจริงๆ

เว็บไซต์ที่ให้บริการ Social Network Service (SNS) มีหลายแห่ง แต่ละแห่งได้พัฒนาเทคนิคของระบบ ให้ดูเด่น มีความน่าสนใจ เราสามารถนำ SNS นี้ ใช้เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้และทำงานร่วมกันได้


กลุ่มหลักๆ ของ SNS เพื่อการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้แบ่งออกได้ดังนี้


1. กลุ่มเว็บไซต์เผยแพร่ “ตัวตน”
เว็บไซต์เหล่านี้ใช้สำหรับนำเสนอตัวตน และเผยแพร่เรื่องราวของตนเองทางอินเทอร์เน็ต หรือผู้ใช้สามารถเขียน blog สร้างอัลบั้มรูปของตัวเอง สร้างกลุ่มเพื่อนในห้องเรียน และสร้างเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้ขึ้นมาได้



2. กลุ่มเว็บไซต์เผยแพร่ “ผลงาน”
เว็บไซต์ประเภทนี้จะเป็นที่สำหรับใช้ นำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ รูปภาพ หรือเสียง
อาทิ YouTube.com, Yahoo screen, Google VDO, Flickr.com, Multiply.com


3. กลุ่มเว็บไซต์ที่มีความสนใจตรงกัน
ลักษณะเป็น Online Bookmarking หรือ Social Bookmarking โดยทำ Bookmark เก็บไว้บนเว็บเพื่อแบ่งปันให้คนอื่นได้ทราบ ว่าเว็บไซต์ใดได้รับความนิยม น่าสนใจ โดยดูได้จากตัวเลขที่ถูก Bookmark เอาไว้จากสมาชิกคนอื่นๆ


4. กลุ่มเว็บไซต์ที่ใช้ทำงานร่วมกัน
เป็น SNS ที่เปิดให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มเข้ามานำ เสนอข้อมูล ความคิดหรือต่อยอด เรื่องราวต่างๆ ได้ อาทิ  Wikipedia อนุญาตให้เข้ามาช่วยกันเขียน แก้ไข เพิ่มเติม บทความต่างๆ ได้ ทำให้เกิดเป็นสารานุกรมออนไลน์ขนาดใหญ่
Google Maps สร้างแผนที่ของตัวเอง แชร์แผนที่ให้คนอื่นได้ด้วย จึงทำให้มีสถานที่สำคัญ หรือสถานที่ต่างๆ พร้อมกับข้อมูลของสถานที่นั้นๆ ถูกปักหมุดเอาไว้



 


ปัจจุบันทั่วทุกมุมโลกเต็มไปด้วยข่าวสารข้อมูล  ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลให้โลกมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว การเผยแพร่ การเข้าถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทำได้มากยิ่งขึ้น รวดเร็วยิ่งขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหัวใจสำคัญในการลดช่องว่าง ลดความแตกต่างในการรับรู้ อันเนื่องมาจากเหตุผลหรือข้อจำกัดต่างๆของบุคคลทุกระดับชั้นไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ไม่ว่าสังคมเมือง สังคมชนบทสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารได้เท่าเทียมกัน เทคโนโลยีสารสนเทศได้เปิดโอกาสที่เท่าเทียมกันให้บุคคลได้เรียนรู้จากหลายช่องทางและหลายรูปแบบ  ทำให้การเรียนรู้สามารถยืดหยุ่นทั้งเวลาและสถานที่   ตลอดจนสามารถเรียนรู้  และรับรู้ข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องตามความสนใจของตนเอง   การเรียนรู้จะเกิดจากการจัดและการส่งเสริมการศึกษาผ่านช่องทาง ICT มีการนำเสนอความรู้หลากหลายรูปแบบ  หลากหลายวิธีการ  การแสวงหาความรู้จึงเกิดจากความพึงพอใจ ความต้องการของผู้เรียนรู้ ซึ่ง ICT โดยเฉพาะช่องทางเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถตอบสนองกลไกการเข้าถึงแบบนี้ได้หลากหลายและยืดหยุ่นเต็มศักยภาพของผู้เรียนได้ดีที่สุด

Social media ที่นำมาใช้ใน Social Network ที่ได้รับความนิยมในขณะนี้
1. MySpace.com
2. FaceBook.com
3. Orkut.com
4. Hi5.com
5. Friendster.com
6. SkyRock.com
7. PerfSpot.com
8. Bebo.com
9. Google Plus
10. LINE
11. Blogger/WordPress

เรามาทำความรู้จักกับ Social media ที่มีผู้นิยมใช้สำหรับเป็นเครื่องมือสนับสนุนและจัดการศึกษาออนไลน์กัน ในโลกใบนี้กัน .

Line
เป็นอีก Application ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ได้ โดยสามารถนำความรู้มาแสดงผลที่ Timeline

การนำไปใช้งาน
สามารถใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ฐานการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น Line แสดงผลผ่านเวอร์ชั่นบน PC และ Mobile Device
 
 
 


Google Plus
เป็นเว็บที่มีลักษณะการแสดงความเคลื่อนไหว การนำเสนอเรื่องราวของผู้สร้างเช่นเดียวกับ Facebook ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข้อความ การ Upload ภาพ การตั้งกลุ่มทางสังคมด้วย Circle  และกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลที่ Google Plus สามารถเชื่อมโยงกับ Apps ของ Google ได้โดยตรง เข้าถึงส่วนบริหารจัดการเอกสารที่ Google Doc เข้าส่วนพื้นที่ที่จัดเก็บข้อมูลที่ Google Drive เข้ายังเว็บบล็อกบน Blogger ยังเชื่อมโยงกับมัลติมีเดีย วิดีโอแหล่งที่ใหญ่ที่สุดบน YouTube นอกจากนี้ Google Plus ยังมีระบบการแชท การส่งข้อความสั้นๆ มี Hangout สำหรับการ video chat ระบบการแชร์ที่ปลอดภัย ให้การดูแลปกป้องข้อมูลที่ดีเยี่ยม รวมถึงการพัฒนาระบบบริหารจัดการกลุ่มเพื่อนที่ดีใช้งานง่าย

การนำไปใช้งาน
สามารถใช้เป็นฐานประชาสัมพันธ์กิจกรรมการเรียนรู้ การเผยแพร่ข่าวสาร หัวข้อสาระเนื้อหาการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ หรือจาก Blogger ได้โดยตรงมีความยืดหยุ่นต่อการแสดงผลได้ดีทั้งในแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์ และบน Smartphone เช่นกัน

 
 
 

Blogger/WordPress
เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที คำว่า "บล็อก" ยังใช้เป็นคำกริยาได้ซึ่งหมายถึง การเขียนบล็อก และผู้ที่เขียนบล็อกเป็นอาชีพก็จะถูกเรียกว่า "บล็อกเกอร์"


การนำไปใช้งาน
สามารถใช้เป็นฐานการเรียนรู้ การเผยแพร่ความรู้ได้โดยตรง มีความยืดหยุ่นต่อการแสดงผลได้ดีทั้งในแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์ และบน Smartphone
นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้บริการออนไลน์ในการสร้างบล็อกนอกเหนือจาก Blogger และ WordPress อาทิ GotoKnow, Bloggang, OKnation Blog เป็นต้น

 
 
 


YouTube
YouTube เป็นอีกเว็บไซต์ลักษณะเป็น Social media ที่ให้บริการสมาชิกผู้ใช้งานนำไฟล์วิดีทัศน์ขึ้นสู่ระบบเพื่อการเผยแพร่ การแลกเปลี่ยนแบ่งปัน เพื่อความบันเทิง เพื่อการเรียนรู้ โดยสมาชิกสามารถนำวิดีทัศน์ อัพโหลดขึ้นบนระบบ บริการให้คนอื่นดูได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ  ปัจจุบัน YouTube มีข้อมูลวิดีทัศน์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นคลิปภาพยนตร์สั้นๆ คลิปรายการโทรทัศน์ คลิปบทเรียน คลิปความรู้ต่างๆ หลากหลายหมวดหมู่


การนำไปใช้งาน
สามารถใช้เป็นฐานจัดเก็บไฟล์วิดีทัศน์ สื่อการเรียนการสอน หรือกิจกรรมประชาสัมพันธ์ต่างๆ แสดงผลได้ดีทั้งในแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์ และบน Smartphone เช่นกัน

 
 
 


Facebook
เป็นเว็บที่มีลักษณะการแสดงความเคลื่อนไหว การนำเสนอเรื่องราวของผู้สร้าง ซึ่งผู้ใช้สร้างหน้าเว็บของตัวเอง และใส่ข้อมูลต่างๆ ตามต้องการ โดยระบบสามารถค้นหาผู้ใช้ที่มีความสนใจตรงกัน ส่วนประกอบหลัก คือส่วนของข้อมูลผู้ใช้ ส่วนแสดงจำนวนเพื่อนในกลุ่ม กิจกรรมที่สนใจ และพื้นที่สาธารณะ (ที่เรียกว่า wall) ซึ่งผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถเขียนข้อความไว้ได้ นอกจากนี้ Facebook อนุญาตให้ผู้ใช้งานอัพโหลดรูป และให้ผู้ใช้ตั้งกลุ่มทางสังคม หรือแฟนคลับต่างๆ ได้ด้วย

การนำไปใช้งาน
สามารถใช้เป็นฐานประชาสัมพันธ์กิจกรรมการเรียนรู้ การเผยแพร่ข่าวสาร หัวข้อสาระเนื้อหาการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ หรือจาก Blogger ของผู้สร้าง Facebook เป็นอีก Social media ที่มีความยืดหยุ่นต่อการแสดงผลได้ดีทั้งในแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์ และบน Smartphone เช่นกัน



 จากด้านบน เป็น Social media ที่นิยมใช้อย่างมากในประเทศไทย นอกจากนี้ก็ยังมี Social media อื่นๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดหรือสนับสนุนงานการศึกษาได้ดี ได้แก่


Hi5
เป็นเว็บไซต์ที่เคยได้รับความนิยมสูงสุด ก่อตั้งปี 2002 โดยคุณ Ramu Yalamanchi ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง CEO ของ hi5 นั่นเอง  รูปแบบทั่วไปภายใน hi5 จะมีทั้งการโชว์รูปภาพ แสดงความเป็นตัวตน มีส่วนตกแต่งรูปภาพ , Skin ,Wallpaper , Cursor , ภาพเคลื่อนไหว...

 
My Space
Web Blog ที่ทาง msn ให้ผู้ที่ใช้ msn ได้เข้าไปใช้บริการกัน โดย My Space มีลักษณะ เฉพาะคล้ายๆ Dairy แต่จะมีความหลากหลายมากกว่า เพราะในบล็อก ผู้ที่เป็นเจ้าของเนื้อที่นั้น จะเป็นผู้ที่ดูแลเนื้อหา ว่า จะให้เป็นแนวไหน หรือว่าจะเป็นเนื้อเรื่องอะไร ซึ่งลักษณะเด่นแบบนี้จึงมีผู้นำเอา My Space มาทำเป็น Web Dairy กัน

Twitter
มีลักษณะเป็น  Micro-Blog ผู้ใช้งาน ส่งข้อความของตนเอง ให้เพื่อนๆ ที่ติดตามได้ทราบ และเราก็สามารถติดตามอ่านข้อความของเพื่อนได้ twitter ถือได้ว่าเป็น blog สั้นก็ได้ เพราะว่า twitter อนุญาตให้เขียนข้อความได้ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษร ซึ่งข้อความนี้เมื่อเขียนแล้วจะไปแสดงอยู่ในหน้า profile ของผู้เขียนนั่นเอง และจะทำการส่งข้อความนี้ไปยังสมาชิกที่ติดตามผู้เขียนคนนั้นอยู่ (follower) โดยอัตโนมัติ


Bebo
เครือข่ายทางสังคมที่น่าสนใจ ที่ถูกออกแบบมาดี โทนสีของเว็บไซต์ดูแล้วสบายตา ใช้งานง่าย มีการจัดระบบติดต่อผู้ใช้ได้ดี คนที่ไม่มีพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่าย รูปร่างหน้าตาของบล็อกดูไม่รกหูรกตา รองรับการปรับแต่งได้หลากหลาย
Readmore...
21 ก.พ. 2559

ประเภทของบล็อก

0 ความคิดเห็น
 


    ในโลกของสังคมข่าวสารปัจจุบัน บล็อก เป็นอีกปัจจัยสำคัญของ Social network ที่มีอิทธิพลต่อวงการธุรกิจ วงการข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งแวดวงการศึกษา จะเห็นได้ว่าอัตราการเจริญเติบโตของบล็อกประเภทต่างๆไม่ว่าจะเป็นบล็อกส่วนตัว ไปจนถึงบล็อกขององค์กร/ธุรกิจ จะมีอัตราที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือได้ว่าเป็นการเกิดของ สังคมแห่งการแบ่งปัน ที่มีทั้งผู้ต้องการสาระเนื้อหา ผู้ที่เผยแพร่เนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวหลากหลายประเภทหรือหลากหลายมุมมอง หรือชื่นชมผลงานส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ผลงานรูปภาพ งานกราฟิก งานมัลติมีเดียต่างๆ ไปจนถึงบล็อกขององค์กร / ธุรกิจ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์


 
การสร้างบล็อกอาศัยวิธีการ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.สร้างจากโปรแกรมบล็อกหรือซอฟท์แวร์
บล็อกประเภทนี้ ผู้สร้างต้องทำการติดตั้งซอฟท์แวร์ที่มีให้ดาวน์โหลดบนอินเทอร์เน็ต มีทั้งให้ใช้งานฟรี และแบบเสียค่าบริการรายปี โปรแกรมที่นิยมใช้งานมากๆ ได้แก่ WordPress, Joomla, Mambo และ Lifetype เป็นต้น
 
2.สร้างจากเว็บไซต์ผู้ให้บริการออนไลน์
เป็นอีกประเภทที่มีผู้นิยทใช้งานมากที่สุด เนื่องด้วยใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ทำงานค่อนช้างรวดเร็ว แบบนี้ ท่านต้องเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ผู้ให้บริการก่อน ได้แก่ GotoKnow, Bloggang, OKnation Blog, WordPress/Windows Live หรือ Blogger  บล็อกฟรีที่ท่านกำลังอ่านแห่งนี้ของค่าย Google 


บล็อกมีกี่ประเภท
หากจะมีการแบ่งประเภทของบล็อกในปัจจุบัน ก็มีหลากหลายทฤษฎี หลากหลายแบบมีการแบ่งกลุ่ม ต่างๆกัน ซึ่งก็ไม่มีแบบไหนถูกหรือผิด
(1) เอาแบบกว้างๆ ก็เป็นการแบ่งประเภทตามลักษณะการเผยแพร่ อาทิ บล็อกส่วนตัว เฉพาะบันทึกเพื่อดู/อ่านเองหรือในครอบครัว กับบล็อกแบบสาธารณะ เผยแพร่ ต่อสังคมโลก ที่คนทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูล อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นได้

(2) บางแห่ง แบ่งตามรูปแบบของเนื้อหาหรือกลุ่มสนใจ (การถ่ายภาพ การส่องนก การท่องเที่ยว การดำน้ำ การขับรถ การทำอาหาร....)

(3) บางแห่งก็แบ่งไปตามประเภทของเนื้อหาของสื่อ(สิ่งพิมพ์ เสียง วิดีโอ ภาพถ่าย งานกราฟิก) 

แต่ที่เห็นค่อนข้างชัดจะแบ่งไปตามประเภทของเนื้อหาหรือกลุ่มสนใจ เรามาดูกันว่า มีอะไรกันบ้าง
 ที่ WordPress.com ได้กำหนดประเภทของบล็อกไว้ ดังนี้

•Personal:
จัดเป็นหมวดหมู่ที่ค่อนข้างกว้างเป็นบล็อกที่นำเสนอด้านความคิดเห็น การบันทึก ในเรื่องต่างๆของผู้สร้างบล็อก ตามความชอบ อาจจะเน้นในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ด้านการเมือง, เพลง, ครอบครัว, ท่องเที่ยว, สุขภาพ และแนวคิด


•Business:
กลุ่มนี้ จะนิยมในซีกโลกตะวันตก เพื่อนำเสนอ แบ่งปันความรู้ หรือแนะนำอัตลักษณ์ด้านธุรกิจของบริษัท ด้านการเงิน การธนาคาร กฎหมาย การเล่นหุ้น รวมถึงการนำเสนอ การแนะนำให้กับลูกค้าหรือผู้สนใจทั่วไป


•Schools:
หมวดนี้อาจจะไม่ถือเป็น education นัก แต่จะมีจุดประสงค์หลักสำหรับใช้ในการจัดการศึกษา การทำห้องเรียนเสมือนที่ ครูผู้สอนและผู้เรียนสามารถมาเรียรู้ร่วมกัน หรือนำเสนอแนวคิด ระดมความคิดเห็น ตอบข้อสงสัยของผู้เรียน ซึ่งถือเป็นอีกวิธีการที่ดีสำหรับครูผู้สอนและผู้เรียนจะได้ทำงานร่วมกันในบล็อกนี้



•Non-profits:
เป็นบล็อกที่จัดทำขึ้นโดยหน่วยงาน องค์กร มูลนิธิการกุศลต่างๆ ที่ไม่มุ่งหวังทางการค้า หากำไรในการดำเนินการ ซึ่งบล็อกเหล่านี้ จะเป็นช่องทางในการระดมทุน การรวมตัวของกลุ่มคน กลุ่มชน เพื่อการสร้างสรรงานที่เป็นการกุศลในด้านต่างๆ 


•Politics:
แต่เดิมในบล็อกกลุ่มนี้ทางฝั่งซีกโลกตะวันตกจะใช้บล็อกสำหรับสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง อาทิ การติดต่อสื่อสาร การส่งข่าวสาร ความเคลือนไหว ผ่านบล็อก แต่ในปัจจุบัน หมายรวมถึงการนำเสนอเรื่องราว แนวคิด บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ด้านการเมืองโดยเฉพาะ


•Military:
บล็อกกิจการทหาร ถือกำเนิดจากที่ใช้เป็นเวทีในการบอกเล่ารายละเอียด การรายงานแบบไม่เป็นทางการ ในสิ่งต่างๆที่กองทหาร(ซีกโลกตะวันตก) ไปประจำการยังต่างแดน โดยจะรายงานสิ่งที่พวกเขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆของโลก นอกจากนี้ยังใช้เป็นอีกช่องทางในการติดต่อกับครอบครัวของพวกเขาด้วย


•Private:
บล็อกประเภทนี้ถือเป็นบล็อกอยู่ในวงแคบ เพื่อจุดประสงค์ในการจดบันทึกส่วนตัว หรือแบ่งปันในเรื่องเฉพาะกับกลุ่มของตน อาทิแบ่งปันภาพถ่าย วิดีทัศน์ หรือข้อมูลภายในครอบครัว, ภายในองค์กร ภายในบริษัท หรือสถานศึกษาเท่านั้น


 
 

•Sports:
เป็นอีกบล็อกที่นำเสนอเรื่องราวด้านกีฬา โดยเฉพาะ อาทิ สโมสรกีฬา ที่จะมีการนำเสนอนักกีฬาที่มีผู้นิยมชมชอบ เป็นแฟนกีฬาในสโมสรหรือเฉพาะตัวได้ติดต่อ หรือการแสดงออก การแสดงความรู้สึกของแฟนกีฬา ถึงตัวนักกีฬาโดยตรง


•How-to, tips and reviews:
เป็นอีกกลุ่มของบล็อกที่มีความหลากหลาย มีผู้ทำขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เพื่อนำเสนอเรื่องราว เทคนิค เคล็ดลับ วิธีการส่วนตัว หรือรวบรวมมาบอกเล่า เผยแพร่ แบ่งปันประสบการณ์ ในเรื่องราวต่างๆ อาทิ ในกลุ่มไอที กลุ่มเครื่องยนต์ รถยนต์ การประกอบอาหาร เกม เพลง หนังสือ ภาพยนตร์ เป็นต้น




นอกจากนี้ยังรูปแบบการแบ่งประเภทของบล็อกในกฎเกณฑ์อื่นๆอีก ลองศึกษาดูนะครับ

http://www.profkrg.com/26-types-blog-posts
http://blogambitions.com/blogs-with-highest-searches/
http://www.socialmediaexaminer.com/12-types-of-blog-posts/

http://writetodone.com/the-7-types-of-blogger-which-one-are-you/
https://blog.leadpages.net/types-of-blogs/
http://www.socialmediaexaminer.com/12-types-of-blog-posts/
http://www.problogger.net/archives/2011/09/03/52-types-of-blog-posts-that-are-proven-to-work/

Readmore...

ความเห็นจากเพื่อน Facebook

สาระ เนื้อหา เรื่องราว ที่ปรากฎอยู่ในบล็อกแห่งนี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมผลงาน แนวคิด จากการศึกษาเรียนรู้ และประสบการณ์ในการทำงาน รวมถึงการนำมาจากแหล่งข้อมูลอื่น(ซึ่งจะแจ้ง links ต้นทาง) นำมาเผยแพร่ให้กับท่านที่สนใจ ผ่านช่องทางและเวทีบล็อกแห่งนี้ หากท่านต้องการที่จะแนะนำ หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำบล็อกความรู้นี้ ติดต่อพูดคุย(ฝากข้อความ) ได้นะครับ
ขอบคุณที่กรุณาเข้าเยี่ยมชม
mediathailand